หมอเมย์ – สมดุลวัย เข้าใจวัยทอง

สุขภาพผู้หญิงวัยทอง · Dr.May Clinic

ฮอร์โมนทดแทน (HRT) คืออะไร? ช่วยอะไร อันตรายไหม อธิบายโดยแพทย์

พญ.
โดย พญ.เมชฌวิกาศ์ อารยางกูร (หมอเมย์) ✓ ว.58272
แพทย์เฉพาะทางวัยทองและเวชศาสตร์ชะลอวัย · ตรวจทานโดยผู้เขียน · เผยแพร่ 15 กรกฎาคม 2569 · ปรับปรุง 28 กรกฎาคม 2569 · อ่าน 8 นาที
ผู้หญิงไทยวัย 50 สุขภาพดี นั่งจิบชาริมหน้าต่างอย่างสงบ ในบทความฮอร์โมนทดแทนคืออะไร โดย Dr.May Clinic
ฮอร์โมนทดแทนเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลอาการวัยทอง เมื่อใช้ให้เหมาะกับร่างกายแต่ละคน

ร้อนวูบวาบกลางดึกจนต้องเปิดแอร์ทั้งที่คนข้าง ๆ ห่มผ้า นอนไม่หลับ อารมณ์ขึ้นลงจนงงตัวเอง พอไปหาหมอหรือหาข้อมูล ก็มักได้ยินคำว่า “ฮอร์โมนทดแทน” แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ช่วยได้จริงไหม แล้วที่เขาว่ากันว่าเสี่ยงมะเร็งจริงหรือเปล่า บทความนี้หมอจะตอบให้ครบในที่เดียวค่ะ

หมอเมย์อธิบายเรื่องฮอร์โมนทดแทนแบบเต็ม ๆ ใน 8 นาที

ถอดเทปคลิป: ฮอร์โมนทดแทน (ข้อความเต็ม)

อ่านถอดเทปทั้งคลิป

มีใครพอได้ยินคำว่าฮอร์โมนทดแทนแล้วรู้สึกกลัวกันบ้างไหมคะกลัวอะไรบ้างล่ะบางคนก็บอกว่ากลัวเป็นมะเร็งกลัวว่าใช้แล้วจะต้องใช้ไปตลอดชีวิตหรือกลัวว่ามันจะเป็นเพียงทางลัดของคนที่รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วเท่านั้นหากคุณเคยคิดแบบนี้นะคะหมออยากให้ฟังคลิปนี้จนจบค่ะเพราะว่าสิ่งที่คุณคิดอาจไม่ตรงกับความจริงทางการแพทย์ซะทุกอย่างเลยก็ได้นะคะสวัสดีค่ะหมอเมย์นะคะแพทย์หญิงเมชฌวิกาศ์ อารยางกูรตัวหมอเองเป็นหมอผู้มีประสบการณ์ด้านศาสตร์ชะลอวัยที่ให้การรักษาเกี่ยวกับวัยทองและวัยใกล้หมดประจำเดือนมาหลายรายแล้วค่ะเชื่อไหมคะว่าหนึ่งในคำถามแรกๆเลยที่คนไข้ของหมอมักจะถามหมอตั้งแต่วันแรกที่เจอกันหมอคะการใช้ฮอร์โมนมันอันตรายไหมคะหนูจะเป็นมะเร็งไหม ก่อนที่หมอจะไปตอบคำถามนี้นะคะหมออยากพาพี่ๆย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าทำไมร่างกายของผู้หญิงหลายๆคนถึงจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเหล่านี้ค่ะเมื่อเราเข้าสู่ช่วงวัยหนึ่งในวัยใกล้หมดประจำเดือนรังไข่ของเราจะลดการทำงานลงค่ะเมื่อรังไข่ของเราทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิมการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนก็จะค่อยๆลดลงตามไปด้วยค่ะฮอร์โมนสองตัวนี้เขาไม่ได้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของประจำเดือนเพียงอย่างเดียวนะคะ

แต่เขายังทำหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆในร่างกายอีกหลายระบบเลยค่ะไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมอุณหภูมิทำให้พี่ๆหลายคนเมื่อระดับเอสโตรเจนลดลงก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับร้อนวูบวาบหรือเหงื่อออกง่ายผิดปกติตามมาเรื่องของระบบควบคุมการนอนหลับค่ะเมื่อระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลงบางคนก็จะมาด้วยอาการนอนไม่หลับบ้างล่ะนอนหลับแล้วตื่นง่ายตื่นกลางดึกบ้างล่ะแบบนี้ก็เจอได้บ่อยเลยค่ะเรื่องของสุขภาพทั่วๆ ไปก็เกี่ยวข้องด้วยนะคะเพราะระดับฮอร์โมนสองตัวนี้สัมพันธ์กับเรื่องของความหนาแน่นของมวลกระดูกเรื่องของสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดและรวมไปถึงเรื่องของปัญหาช่องคลอดแห้งด้วยเช่นกันดังนั้นอาการวัยทองของผู้หญิงวัยสี่สิบปีขึ้นไปจึงไม่ได้มีแค่อาการร้อนวูบวาบหรือเหงื่อออกง่ายตามที่หลายๆคนเข้าใจนะคะ แต่มันยังหมายรวมถึงอาการของหลายๆระบบทั่วร่างกาย บางคนก็จะรู้สึกว่าร่างกายของเรามันเปลี่ยนไปแต่อธิบายไม่ถูกมันเป็นเพราะเหตุนี้นี่เองค่ะเพราะว่าฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกายเลยค่ะโดยการให้ฮอร์โมนทดแทนจะเป็นการให้ตัวฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไปเพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายค่ะซึ่งต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนนะคะว่าการให้ฮอร์โมนไม่ใช่การรักษาวัยทองให้หายค่ะ

แต่เป็นการเติมในส่วนที่ขาดให้ร่างกายของเราสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติเหมาะสมกับช่วงวัยค่ะทีนี้พี่ๆ หลายคนก็จะสงสัยแล้วค่ะว่าตัวยาฮอร์โมนมีกี่แบบและเหมาะกับใครบ้างแบบแรกนะคะจะเป็นฮอร์โมนที่กระจายไปทั่วร่างกายของเราค่ะฮอร์โมนตัวนี้เขาจะดูแลทั้งระบบในร่างกายของเราเลยจะมีทั้งรูปแบบยากินยาทาหรือแผ่นแปะตามผิวหนังซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็ไปทำงานออกฤทธิ์รักษาอาการต่างๆทั่วร่างกายค่ะไม่ว่าจะเป็นอาการร้อนวูบวาบอาการเหงื่อออกง่ายรวมไปถึงอาการนอนไม่หลับด้วยเช่นกันและแบบที่สองนะคะเป็นฮอร์โมนเฉพาะจุดค่ะพวกนี้มักมาในรูปแบบของยาเหน็บช่องคลอดหรือว่ายาสอดช่องคลอดค่ะยาตัวนี้จะออกฤทธิ์เฉพาะแค่ในช่องคลอดมักจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของช่องคลอดแห้งโดยฮอร์โมนกลุ่มนี้มักจะออกฤทธิ์เฉพาะจุดไม่ค่อยถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเท่าไหร่ค่ะและสิ่งสำคัญที่หมออยากจะบอกพี่ๆไว้นะคะการดูแลเรื่องของฮอร์โมนวัยทองเราไม่ได้ดูแลแค่เรื่องของเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวการใช้ฮอร์โมนจำเป็นต้องใช้ให้มันสมดุลให้มันบาลานซ์กันค่ะดังนั้นในคนไข้หลายๆ คนของหมอก็จะมีการใช้ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อให้ระบบในร่างกายของเราทำงานกันได้อย่างสมดุลค่ะ

ทีนี้ก็จะมาถึงคำถามที่หลายๆคนอยากรู้มากที่สุดนะคะว่าฮอร์โมนทดแทนปลอดภัยไหมอันตรายหรือเปล่าใช้แล้วจะเป็นมะเร็งไหมหมอต้องขอบอกตรงๆ เลยนะคะว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะบอกว่ามันอันตรายหรือมันจะปลอดภัยเพราะความเสี่ยงต่างๆ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากเลยค่ะมีตั้งแต่อายุที่เริ่มใช้ฮอร์โมนระยะเวลาที่หมดประจำเดือนมาแล้วก่อนที่เริ่มใช้ฮอร์โมนชนิดของฮอร์โมนที่เลือกใช้วิธีการใช้ยารวมไปถึงประวัติสุขภาพของแต่ละท่านด้วยเช่นกันโดยในงานวิจัยปัจจุบันนะคะเขาระบุไว้ว่าหากเราเริ่มใช้ฮอร์โมนทดแทนภายในสิบปีหลังหมดประจำเดือนหรือก่อนอายุหกสิบปีในคนกลุ่มนี้มักจะได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงค่ะโดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมอาการร้อนวูบวาบเหงื่อออกง่าย รวมไปถึงการป้องกันภาวะกระดูกพรุนพวกนี้จะมีประโยชน์มากๆเลยค่ะแต่สำหรับบางคนที่เคยมีประวัติเรื่องของมะเร็งเต้านมมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมนหรือมีภาวะโรคลิ่มเลือดอุดตันหรือโรคตับรุนแรงคนกลุ่มนี้จะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลอย่างละเอียดเลยค่ะเพราะบางคนอาจไม่เหมาะกับการใช้ฮอร์โมนเลยก็ได้นะคะและนี่คือสิ่งที่หมอย้ำเสมอเลยนะคะว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนมันไม่ใช่ยาที่เราหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

มันจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากคุณหมออย่างใกล้ชิดว่าเราสามารถใช้ตัวยาฮอร์โมนเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยจริงหรือไม่และนอกจากนั้นนะคะยังต้องมีการตรวจติดตามสมดุลกันอย่างต่อเนื่องด้วยค่ะหมออยากเล่าเรื่องของคนไข้เคสหนึ่งของหมอให้ฟังค่ะมีคนไข้ของหมอเขาอายุสี่สิบเก้าปีค่ะเขามีปัญหาเรื่องของอาการวัยทองเยอะมากๆทั้งอาการร้อนวูบวาบเหงื่อออกง่ายรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้าร้องไห้บ่อยรวมถึงตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเขาเข้ามาปรึกษาฮอร์โมนแล้วก็เข้ามาตรวจเรื่องของฮอร์โมนอย่างละเอียดกับหมอค่ะแล้วเราก็เริ่มให้การรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทนโดยฮอร์โมนที่เราเลือกจะเป็นฮอร์โมนชนิดBHRTหรือBioIdenticalHormoneReplacementTherapyค่ะ หลังเริ่มการรักษาไปได้ประมาณสี่ถึงหกสัปดาห์ค่ะอาการของพี่เขาก็ดีขึ้นอย่างชัดเจนมากๆทั้งเรื่องของอาการร้อนวูบวาบที่ลดลงการนอนหลับที่ดีขึ้นแล้วพี่เขาก็รู้สึกสดชื่นอยากแต่งตัวอยากไปเดินช้อปปิ้ง รู้สึกมีเรี่ยวมีแรงในการกลับไปออกกำลังกายใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วนะคะหมอก็ยังคงนัดติดตามอาการพี่เขาอย่างต่อเนื่องเลยค่ะโดยเราจะมีการนัดตรวจเลือดกันเป็นระยะๆประมาณทุกสามถึงสี่เดือนเป็นประจำค่ะพี่ๆ

หลายคนก็อาจจะสงสัยนะคะว่าเมื่อเราเริ่มใช้ฮอร์โมนแล้วเราจำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิตหรือเปล่าคำตอบคือไม่จำเป็นและไม่เสมอไปนะคะขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการดูแลค่ะว่าเราต้องการอะไรจากการใช้ฮอร์โมนในครั้งนี้บางคนก็ต้องการใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการบางอย่างในช่วงPerimenopause หรือช่วงที่ฮอร์โมนของเรายังขึ้นๆลงๆกระท่อนกระแท่นอยู่โดยส่วนมากก็จะอยู่ในช่วงประมาณอายุสี่สิบแปดปีจนถึงห้าสิบสองปีในช่วงนี้อาการจะหนักกว่าคนทั่วไปค่ะหรือบางคนอาจจะใช้ต่อเนื่องนานกว่านั้นค่ะเพื่อดูแลสุขภาพองค์รวมของร่างกายให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างเป็นปกติในระยะยาวแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นค่ะจะต้องมีการประเมินและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเรียกได้ว่าประเมินกันเป็นรายปีกันเลยทีเดียวค่ะหากปีไหนที่ความเสี่ยงต่างๆของเราเพิ่มขึ้นก็ต้องคุยกับคุณหมอผู้ดูแลนะคะว่าเรายังสามารถใช้ตัวยาฮอร์โมนนี้ต่อไปได้หรือเปล่าดังนั้นการใช้ฮอร์โมนทดแทนจะต้องมีคุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิดห้ามไปซื้อมาใช้เองเด็ดขาดเลยนะคะพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วหมออยากจะชวนคุยเรื่องหนึ่งค่ะเพราะหลายๆ คนจะคิดว่าเรื่องของการใช้ฮอร์โมนทดแทนมันเป็นเรื่องของคนที่ทนอาการไม่ไหวแล้วเท่านั้นแต่เรื่องของฮอร์โมนทดแทนนั้นเขาไม่ได้ดูแลแค่เรื่องของอาการเพียงอย่างเดียวนะคะ

เขายังช่วยป้องกันไม่ให้เรามีภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกบางในระยะยาวด้วยเช่นกันเพราะเรื่องของกระดูกพรุนเขาไม่มีอาการที่แวะมาเตือนเราล่วงหน้านะคะบางคนกว่าจะรู้ตัวกระดูกก็หักซะแล้วซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินแก้ไปแล้วค่ะหากพี่ๆ คนไหนที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้วนะคะหมออยากให้พี่ๆลองสำรวจตัวเองกันสักนิดค่ะถ้าเรามีอาการร้อนวูบวาบเหงื่อออกง่ายจนมันกระทบชีวิตประจำวันไม่สามารถประชุม ไม่สามารถนั่งทำงานได้เหมือนเมื่อก่อนมีอาการนอนไม่หลับหรือตื่นกลางดึกติดต่อกันหลายๆคืนมีปัญหาเรื่องของอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่ายจนกระทบกับคนรอบๆตัวแบบนี้มันไม่ใช่อาการที่พี่ๆต้องทนอยู่กับมันนะคะ เพราะเรื่องของฮอร์โมนมันเป็นเรื่องที่เราสามารถดูแลและสามารถปรับสมดุลได้และการใช้ฮอร์โมนทดแทนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวขอเพียงแต่อยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิดค่ะสิ่งที่หมออยากจะฝากไว้ในวันนี้นะคะคือคำว่าฮอร์โมนทดแทนอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทุกคนเพราะบางคนก็อาจจะเหมาะกับฮอร์โมนทดแทนหรือบางคนก็อาจไม่เหมาะแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทุกคนจะต้องกลัวและหลีกเลี่ยงเช่นกันค่ะมันคือการตัดสินใจที่ต้องดูร่วมกับประวัติสุขภาพประวัติความเสี่ยงต่างๆและเป้าหมายในการดูแลรักษาของแต่ละคน

ซึ่งจะต้องมีคุณหมอช่วยดูแลอย่างละเอียดค่ะหากคุณกำลังสงสัยว่าอาการที่คุณกำลังเจออยู่เหมือนกับอาการวัยทองหรืออาการของวัยใกล้หมดประจำเดือนไม่จำเป็นต้องทนนะคะสามารถแวะเข้ามาปรึกษากันได้เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดูว่าเราเหมาะกับการใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือเปล่าสามารถนัดหมายเข้ามาได้เลยนะคะหมอยินดีดูแลค่ะ

01

ฮอร์โมนทดแทนคืออะไร?

ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy: HRT) คือการให้ฮอร์โมนเพศหญิงเข้าไปทดแทนส่วนที่ร่างกายผลิตได้น้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ในทางการแพทย์บางครั้งเรียกว่า Menopausal Hormone Therapy (MHT) หรือ “การรักษาด้วยฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน” ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน

อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ค่ะ ตลอดวัยเจริญพันธุ์ รังไข่ของเราผลิต เอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงตัวหลักที่ดูแลทั้งประจำเดือน การนอน อารมณ์ ความชุ่มชื้นของช่องคลอด และความแข็งแรงของกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยทอง รังไข่ทำงานน้อยลง เอสโตรเจนลดลง ระบบที่เคยทำงานราบรื่นก็เริ่มรวน ฮอร์โมนทดแทนคือการเติมฮอร์โมนที่ขาดกลับเข้าไป เพื่อให้ร่างกายกลับมาสมดุลและอาการรบกวนต่าง ๆ ลดลง

ฮอร์โมนหลักที่ใช้มี 2 ตัว คือ เอสโตรเจน (estrogen) ซึ่งเป็นตัวจัดการอาการวัยทองโดยตรง และ โปรเจสเตอโรน (progesterone) ที่เติมเข้าไปเพื่อปกป้องเยื่อบุโพรงมดลูกในคนที่ยังมีมดลูกอยู่ ส่วนจะใช้ตัวไหน ขนาดเท่าไร รูปแบบใด ขึ้นอยู่กับอาการและร่างกายของแต่ละคน ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

02

การให้ฮอร์โมนทดแทนช่วยอะไรบ้าง?

ฮอร์โมนทดแทนเป็นวิธีที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดในการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน (vasomotor symptoms) และยังช่วยเรื่องช่องคลอดแห้งและกระดูกบางด้วย หลายคนที่มาปรึกษาหมอบอกว่า “ทนมาหลายปีแล้ว คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง” แต่พอถามลึก ๆ กลับพบว่าอาการรบกวนการนอนและอารมณ์มานานกว่าที่คิด จุดนี้สำคัญค่ะ เพราะอาการร้อนวูบไม่ได้อยู่กับเราแค่ปีสองปี งานวิจัย SWAN ที่ติดตามผู้หญิงจำนวนมากพบว่าอาการร้อนวูบและเหงื่อออกกลางคืนอยู่กับผู้หญิงโดยเฉลี่ย (median) นานถึง 7.4 ปี8 บางคนนานกว่านั้นมาก

ประโยชน์ของฮอร์โมนทดแทนที่มีงานวิจัยรองรับ ได้แก่

ลดอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน ซึ่งเป็นอาการที่รบกวนการนอนและคุณภาพชีวิตมากที่สุด
ช่วยเรื่องการนอนหลับและอารมณ์ เมื่อร้อนวูบกลางดึกลดลง ปัญหานอนไม่หลับก็มักดีขึ้นตามไปด้วย
บรรเทาภาวะช่องคลอดแห้งและปัสสาวะแสบขัด หรือที่เรียกว่ากลุ่มอาการทางระบบปัสสาวะและอวัยวะเพศในวัยหมดประจำเดือน (Genitourinary Syndrome of Menopause) ซึ่งตอบสนองต่อเอสโตรเจนได้ดี
ชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและลดความเสี่ยงกระดูกหัก เพราะเอสโตรเจนช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูก

องค์กรวิชาการด้านวัยทองอย่าง North American Menopause Society สรุปในคำแถลงปี 2022 ว่า ฮอร์โมนทดแทนยังคงเป็นการรักษาที่ได้ผลที่สุดสำหรับอาการร้อนวูบและอาการทางช่องคลอดในวัยทอง เมื่อใช้ในคนที่เหมาะสม4

อาการร้อนวูบวาบอยู่กับผู้หญิงนานแค่ไหน?
ระยะเวลาเฉลี่ย (median) ของอาการร้อนวูบและเหงื่อออกกลางคืน
ยา / พฤติกรรม
ช่วยระยะสั้น
7.4 ปี
ระยะเวลาเฉลี่ยของอาการร้อนวูบ
อาการวัยทองไม่ได้อยู่แค่ปีสองปี
ที่มา: งานวิจัย SWAN (Avis NE et al., JAMA Intern Med 2015; PubMed 25686030)
03

ฮอร์โมนทดแทนมีกี่แบบ?

ฮอร์โมนทดแทนมีทั้งแบบรับประทาน แบบแผ่นแปะผิวหนัง แบบเจลหรือครีมทา และแบบสอด/ทาเฉพาะที่ในช่องคลอด แต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน และแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับอาการและความเสี่ยงของแต่ละคน

1. ฮอร์โมนทดแทนแบบกิน (ยาเม็ด)

รูปแบบที่คุ้นเคยกันมากที่สุดค่ะ สะดวกและใช้กันแพร่หลาย แต่ยาต้องผ่านตับก่อนเข้าสู่กระแสเลือด จุดนี้เองที่ทำให้แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักเป็นพิเศษในคนที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือด

2. ฮอร์โมนทดแทนแบบแปะ (แผ่นแปะผิวหนัง)

ฮอร์โมนซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ไม่ผ่านตับก่อน แนวปฏิบัติสากลจึงระบุว่าแพทย์มักเลือกทางนี้ให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือด10

3. ฮอร์โมนทดแทนแบบทา (เจลหรือครีม)

หลักการเดียวกับแผ่นแปะคือไม่ผ่านตับ ต่างกันที่ลักษณะการใช้ ทาลงบนผิวแล้วรอให้แห้ง บางคนถนัดแบบนี้มากกว่าเพราะไม่ต้องเจอปัญหาแพ้กาวจากแผ่นแปะ

4. ฮอร์โมนทดแทนแบบเฉพาะที่ในช่องคลอด

สำหรับคนที่อาการหลักคือช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือปัสสาวะแสบขัด รูปแบบนี้ออกฤทธิ์เฉพาะจุด ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายโดยรวมน้อยมาก แนวปฏิบัติจึงถือว่าอยู่คนละกลุ่มความเสี่ยงกับฮอร์โมนแบบทั้งตัว9

ความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดของแต่ละรูปแบบไม่เท่ากัน หมอเขียนรายละเอียดไว้แล้วที่ ฮอร์โมนทดแทนอันตรายไหม

เปรียบเทียบรูปแบบของฮอร์โมนทดแทน — ที่มา: NAMS hormone therapy position statement 2022 · NICE guideline NG23 · NAMS genitourinary syndrome of menopause position statement 2020 · การเลือกรูปแบบเป็นการพิจารณาของแพทย์เป็นรายบุคคล
รูปแบบลักษณะการใช้จุดที่ต้องพิจารณา
ฮอร์โมนทดแทนแบบกิน (ยาเม็ด)กลืนเป็นเม็ดผ่านตับก่อน แพทย์จะพิจารณาเป็นพิเศษถ้ามีความเสี่ยงลิ่มเลือด
ฮอร์โมนทดแทนแบบแปะแปะบนผิวหนังไม่ผ่านตับ · บางคนระคายเคืองผิวบริเวณที่แปะ
ฮอร์โมนทดแทนแบบทาทาบนผิวหนังแล้วรอให้แห้งไม่ผ่านตับ · ต้องเลี่ยงการสัมผัสผิวคนอื่นก่อนยาแห้ง
แบบเฉพาะที่ในช่องคลอดสอดหรือทาเฉพาะจุดดูแลอาการเฉพาะที่เป็นหลัก ดูดซึมทั่วร่างกายน้อย

อีกจุดที่ต้องเข้าใจคือ การให้เอสโตรเจน “เดี่ยว ๆ” หรือ “ร่วมกับโปรเจสเตอโรน” ขึ้นอยู่กับว่ายังมีมดลูกอยู่หรือไม่ คนที่เคยตัดมดลูก (ผ่าตัดมดลูกออก) มักใช้เอสโตรเจนเดี่ยวได้ ส่วนคนที่ยังมีมดลูกจำเป็นต้องเติมโปรเจสเตอโรนเพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมฮอร์โมนทดแทนถึงต้องสั่งโดยแพทย์ ไม่ใช่ซื้อใช้เอง

อินโฟกราฟิก 4 รูปแบบของฮอร์โมนทดแทน แบบกิน แผ่นแปะ เจลทา และเฉพาะที่ในช่องคลอด
รูปแบบของฮอร์โมนทดแทนที่ใช้กันในปัจจุบัน
04

ฮอร์โมนสังเคราะห์ กับ ฮอร์โมนธรรมชาติ ต่างกันอย่างไร?

“ฮอร์โมนธรรมชาติ” ที่พูดถึงกันบ่อยหมายถึงฮอร์โมนไบโอไอเดนติคอล (bioidentical hormone) คือฮอร์โมนที่มีโครงสร้างเหมือนกับฮอร์โมนในร่างกายเราทุกประการ ต่างจากฮอร์โมนสังเคราะห์รุ่นเก่าบางชนิดที่มีโครงสร้างไม่เหมือนของจริงทีเดียว หลายคลินิกในไทยเรียกการใช้ฮอร์โมนกลุ่มนี้ว่า BHRT (Bioidentical Hormone Replacement Therapy)

!

ตรงนี้หมออยากให้เข้าใจตามจริงค่ะ ฮอร์โมนไบโอไอเดนติคอลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและสั่งจ่ายโดยแพทย์นั้นเป็นทางเลือกที่ดีและใช้กันทั่วไป แต่คำว่า "ธรรมชาติ" ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความเสี่ยงเลย" หรือ "ปลอดภัย 100%" อย่างที่โฆษณาบางที่ทำให้เข้าใจ ฮอร์โมนทุกชนิดยังต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผสมเองเฉพาะราย (compounded) ซึ่งอาจไม่ได้ควบคุมมาตรฐานเท่ายาที่ขึ้นทะเบียน

05

ฮอร์โมนทดแทนอันตรายไหม? เสี่ยงมะเร็งจริงหรือ

ฮอร์โมนทดแทนไม่ได้อันตรายกับทุกคนค่ะ สำหรับผู้หญิงที่มีอาการวัยทองรบกวนชีวิตและอายุน้อยกว่า 60 ปี ประโยชน์มักมากกว่าความเสี่ยง ส่วนความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่คนกลัวกันมีจริง แต่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยและไม่เท่ากันในทุกคน

นี่คือคำถามที่คนไข้กังวลมากที่สุด และหมอเข้าใจดีค่ะว่าทำไม เพราะความกลัวนี้มีที่มาจริง ความกังวลเรื่อง “ฮอร์โมนทดแทนเสี่ยงมะเร็ง” ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อ Women’s Health Initiative (WHI) ที่เผยแพร่ในปี 2002 ซึ่งพบว่ากลุ่มที่ใช้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสตินมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย1 ข่าวนี้ทำให้ผู้หญิงทั่วโลกและแพทย์จำนวนมากหยุดใช้ฮอร์โมนไปในทันที

แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น เมื่อนักวิจัยกลับมาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด พบประเด็นสำคัญคือ ผู้หญิงในงานวิจัยนั้นส่วนใหญ่อายุค่อนข้างมาก (เฉลี่ยราว 63 ปี) และเริ่มใช้ฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือนไปนานแล้ว จึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “ทฤษฎีช่วงเวลาที่เหมาะสม” (timing hypothesis) ที่ว่า การเริ่มฮอร์โมนในช่วงอายุน้อยกว่าหรือใกล้วัยหมดประจำเดือน ให้ผลต่างจากการเริ่มตอนอายุมาก

หลักฐานที่มาสนับสนุนภายหลังก็ชัดเจนขึ้น

2004
ในกลุ่มผู้หญิงที่เคยผ่าตัดมดลูกและใช้ เอสโตรเจนเดี่ยว งานวิจัย WHI อีกฉบับ กลับ ไม่ พบว่าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม2
2016
งานวิจัย ELITE ที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine พบว่า การเริ่มเอสโตรเจนในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไม่นาน ส่งผลดีต่อหลอดเลือด ต่างจากการเริ่มในกลุ่มที่หมดประจำเดือนมานาน5
2017
การติดตามผู้เข้าร่วม WHI ระยะยาวถึง 18 ปี พบว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทน ไม่ได้ เพิ่มอัตราการเสียชีวิตโดยรวม ทั้งจากทุกสาเหตุ จากโรคหัวใจ หรือจากมะเร็ง3
บทสรุปเรื่องความเสี่ยง

สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ คือ คำแถลงของ North American Menopause Society ปี 2022 ระบุว่า สำหรับผู้หญิงที่มีอาการวัยทองรบกวน อายุน้อยกว่า 60 ปี หรืออยู่ภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน และไม่มีข้อห้าม ประโยชน์ของฮอร์โมนทดแทนมักมากกว่าความเสี่ยง4 ความเสี่ยงที่เคยน่ากลัวนั้น "มีจริง แต่เล็ก" และขึ้นอยู่กับอายุ ระยะเวลาที่เริ่ม ชนิดของฮอร์โมน และสุขภาพของแต่ละคน จึงไม่ควรเหมารวมว่าฮอร์โมนทดแทนอันตรายสำหรับทุกคน

06

ใครเหมาะ และใครไม่ควรใช้ฮอร์โมนทดแทน?

ฮอร์โมนทดแทนเหมาะกับผู้หญิงที่มีอาการวัยทองรบกวนชีวิต และไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ แต่มีบางกลุ่มที่ไม่ควรใช้ การประเมินตรงนี้ต้องทำโดยแพทย์เสมอ เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยเฉพาะบุคคล

ผู้ที่ตัดมดลูกหรือตัดรังไข่ก่อนวัยหมดประจำเดือน

กลุ่มนี้หมอเจอบ่อยแต่มักไม่มีใครอธิบายให้ฟังค่ะ คนไข้หลายคนถามหมอว่า “ตัดมดลูกไปแล้ว ยังต้องใช้ฮอร์โมนอีกเหรอคะ” คำตอบขึ้นอยู่กับว่าตัดอะไรออกไปบ้าง ถ้าตัดมดลูกแต่ยังเก็บรังไข่ไว้ รังไข่ยังผลิตฮอร์โมนต่อได้ แต่ผู้หญิงบางส่วนจะเข้าสู่วัยทองเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ฮอร์โมน แนวปฏิบัติระบุว่าแพทย์จะให้เอสโตรเจนเดี่ยวโดยไม่ต้องเติมโปรเจสเตอโรน เพราะไม่มีเยื่อบุโพรงมดลูกให้ต้องป้องกันแล้ว งานวิจัย WHI ในกลุ่มที่ใช้เอสโตรเจนเดี่ยวก็ไม่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม2

ส่วนคนที่ตัดรังไข่ทั้งสองข้างก่อนถึงวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ ฮอร์โมนจะตกลงภายในวันเดียว ไม่ได้ค่อย ๆ ลดเหมือนวัยทองตามธรรมชาติ อาการจึงมักมาแรงและเร็วกว่า แนวปฏิบัติสากลระบุตรงกันว่าแพทย์จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงอายุเฉลี่ยของวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ ราว 51 ปี หากไม่มีข้อห้าม เพื่อดูแลกระดูกและหลอดเลือดในระยะยาว ไม่ใช่เพื่อบรรเทาอาการอย่างเดียว1012

ใครที่ควรระวังหรือมีข้อห้ามในการใช้

ควรปรึกษาแพทย์เป็นพิเศษ หรือมักมีข้อห้าม

กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เป็นพิเศษหรือมักมีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนทดแทน ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำหรือปอด ผู้ที่มีโรคตับรุนแรง ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ และผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจขาดเลือด

“คุณแม่เป็นมะเร็งเต้านม แล้วใช้ฮอร์โมนได้ไหมคะ” เป็นคำถามที่หมอได้ยินเกือบทุกสัปดาห์ สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ การเคยเป็นมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง กับ การมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม ไม่เหมือนกัน แนวปฏิบัติไม่ได้จัดประวัติครอบครัวไว้เป็นข้อห้ามเด็ดขาด แต่ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์จะนำมาประเมินความเสี่ยงร่วมกับปัจจัยอื่น และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ410

ผลข้างเคียงที่อาจพบในช่วงแรก

ส่วนผลข้างเคียงที่อาจพบในช่วงแรกของการใช้ เช่น คัดตึงเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะ อาการเหล่านี้มักเป็นชั่วคราวและปรับได้ด้วยการเปลี่ยนขนาดหรือรูปแบบยา ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่การใช้ฮอร์โมนทดแทนต้องมีแพทย์ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง

07

อาการแบบไหนควรตรวจฮอร์โมนก่อนเริ่ม?

ควรตรวจฮอร์โมนก่อนเริ่มเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปและประจำเดือนเริ่มมาไม่สม่ำเสมอร่วมกับร้อนวูบหรือนอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวนจนกระทบชีวิตประจำวัน ช่องคลอดแห้งหรือปัสสาวะบ่อยแสบขัด หรือกำลังพิจารณาใช้ฮอร์โมนทดแทนค่ะ

หลายคนถามหมอว่า “จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองควรใช้ฮอร์โมนทดแทน” คำตอบคือ ต้องเริ่มจากการรู้ก่อนว่าร่างกายขาดหรือไม่สมดุลตรงไหน ผ่าน การตรวจฮอร์โมน ค่ะ ไม่ใช่เดาจากอาการอย่างเดียว และไม่ใช่ซื้อฮอร์โมนหรืออาหารเสริมมาลองใช้เอง

หมอแนะนำให้พิจารณาตรวจฮอร์โมน หากคุณมีสัญญาณเหล่านี้

อายุ 40 ปีขึ้นไป ประจำเดือนเริ่มมาไม่สม่ำเสมอ ร่วมกับอาการร้อนวูบหรือนอนไม่หลับ
อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึก "ไม่เป็นตัวเอง" จนกระทบชีวิตประจำวัน
ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือปัสสาวะบ่อยแสบขัด
กำลังพิจารณาใช้ฮอร์โมนทดแทน และอยากประเมินความเสี่ยงกับประโยชน์ให้ชัดก่อนตัดสินใจ

การตรวจฮอร์โมนช่วยให้เห็นภาพว่าร่างกายคุณอยู่ตรงไหนของวัยทอง ฮอร์โมนตัวไหนที่ขาด และคุณเหมาะกับแนวทางดูแลแบบใด คุณสามารถอ่านรายละเอียดการ ตรวจฮอร์โมนวัยทอง ได้ว่าตรวจอะไรบ้างและเหมาะกับใคร หรืออ่านภาพรวม อาการวัยทอง เพิ่มเติมเพื่อเข้าใจร่างกายตัวเองก่อนตัดสินใจ

08

แนวปฏิบัติสากลว่าอย่างไร ใช้ฮอร์โมนทดแทนได้เมื่อไหร่ และใช้ได้นานแค่ไหน

คำตอบสั้น ๆ คือ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงค่ะ แนวปฏิบัติของสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริกาเหนือ (NAMS) ปี 2022 สรุปว่าในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี หรือหมดประจำเดือนมาไม่เกิน 10 ปี และไม่มีข้อห้าม ประโยชน์ของฮอร์โมนทดแทนมากกว่าความเสี่ยง แต่ถ้าเริ่มหลังอายุ 60 ปี หรือหลังหมดประจำเดือนไปแล้วเกิน 10 ปี สมดุลนี้จะกลับด้าน4 ช่วง 10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือนจึงถูกเรียกว่าช่วงหน้าต่างของโอกาส (window of opportunity) ถ้าคุณยังอยู่ในช่วงนี้ คุณมีเวลาเหลือมากกว่าที่คิดค่ะ

แนวปฏิบัติ NICE ฉบับปรับปรุงเดือนพฤศจิกายน 2024 เสริมว่า ผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีอาการวัยทองชัดเจนและรอบเดือนเปลี่ยนไป วินิจฉัยได้จากอาการ โดยไม่ต้องเจาะเลือดตรวจ FSH ก่อน10 การรอผลตรวจจึงไม่ควรกลายเป็นเหตุให้เสียช่วงเวลาที่ได้ประโยชน์สูงสุดไป

ส่วนคำถามว่าใช้ได้นานแค่ไหน ทั้งแนวปฏิบัติของสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 และของสมาคมวัยหมดประจำเดือนระหว่างประเทศ (IMS) ไม่ได้กำหนดเพดานเวลาตายตัวว่าต้องหยุดเมื่อครบ 5 ปี แต่ให้ปรับชนิด ขนาดยา วิธีให้ และระยะเวลาให้เหมาะกับแต่ละคน แล้วทบทวนประโยชน์กับความเสี่ยงร่วมกับแพทย์เป็นระยะ1112

ที่มา: NAMS hormone therapy position statement 2022 · NICE guideline NG23 (ปรับปรุงพฤศจิกายน 2024) · แนวปฏิบัติสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 · IMS recommendations 2016
สถานการณ์แนวปฏิบัติแนะนำ
อายุน้อยกว่า 60 ปี หรือหมดประจำเดือนไม่เกิน 10 ปี และมีอาการรบกวนประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง เริ่มฮอร์โมนทดแทนได้ถ้าไม่มีข้อห้าม (NAMS 2022)
อายุ 45 ปีขึ้นไป อาการชัดเจน รอบเดือนเปลี่ยนไปวินิจฉัยจากอาการได้เลย ไม่ต้องเจาะเลือดตรวจ FSH ก่อนเริ่ม (NICE NG23)
เริ่มหลังอายุ 60 ปี หรือหมดประจำเดือนมาเกิน 10 ปีความเสี่ยงต่อหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ต้องชั่งน้ำหนักเป็นรายบุคคล (NAMS 2022 และสมาคมไทย 2566)
ยังไม่ได้ตัดมดลูกต้องให้โปรเจสเตอโรนร่วมกับเอสโตรเจน เพื่อป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว (สมาคมไทย 2566 และ IMS 2016)
ใช้ต่อเนื่องมาหลายปีไม่มีเพดานเวลาตายตัวว่าต้องหยุดกี่ปี ให้ทบทวนประโยชน์และความเสี่ยงกับแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง (IMS 2016 และ NAMS 2022)

ในห้องตรวจ คำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดไม่ใช่ “ฮอร์โมนอันตรายไหม” แต่เป็น “สายไปแล้วหรือยังคะ” คนไข้ที่เพิ่งหมดประจำเดือนมา 2-3 ปี มักยังมีเวลาเหลืออีกมาก ส่วนคนที่ปล่อยผ่านมา 12-15 ปีแล้วค่อยมาถาม หมอจะคุยละเอียดกว่าและระวังเรื่องหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า ถ้าคุณกำลังลังเลอยู่ ลองนับดูก่อนว่าประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณคือเมื่อไหร่ ตัวเลขนั้นบอกได้เลยว่าคุณยังอยู่ในช่วงหน้าต่างของโอกาสหรือเลยมาแล้ว แล้วเอาตัวเลขนั้นไปคุยกับแพทย์ที่ดูแลคุณค่ะ

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฮอร์โมนทดแทน

ฮอร์โมนทดแทน (HRT) คืออะไร ใช้ฮอร์โมนตัวไหน?

+
ฮอร์โมนทดแทน (HRT) คือการให้ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจน เข้าไปทดแทนส่วนที่รังไข่ผลิตได้น้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยทอง เพื่อบรรเทาอาการวัยทองและดูแลสุขภาพระยะยาว ในคนที่ยังมีมดลูกจะเสริมโปรเจสเตอโรนร่วมด้วย

ฮอร์โมนทดแทนวัยทอง ช่วยอะไรบ้าง?

+
ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน ช่วยเรื่องการนอนและอารมณ์ บรรเทาช่องคลอดแห้งและปัสสาวะแสบขัด และชะลอการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งเป็นอาการหลักของวัยทองที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ดี4

ฮอร์โมนทดแทนอันตรายไหม เสี่ยงมะเร็งหรือเปล่า?

+
ความเสี่ยงมีจริงแต่เล็ก และขึ้นอยู่กับอายุ ชนิดฮอร์โมน และช่วงเวลาที่เริ่ม สำหรับผู้หญิงอายุน้อยกว่า 60 ปีหรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนที่ไม่มีข้อห้าม ประโยชน์มักมากกว่าความเสี่ยง จึงควรประเมินเป็นรายบุคคลกับแพทย์4

ฮอร์โมนทดแทนจากธรรมชาติ มีอะไรบ้าง?

+
"ฮอร์โมนธรรมชาติ" มักหมายถึงฮอร์โมนไบโอไอเดนติคอลที่มีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เอสตราไดออลและโปรเจสเตอโรน แต่ "ธรรมชาติ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง ยังต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์12

ต้องตรวจอะไรก่อนเริ่มใช้ฮอร์โมนทดแทน?

+
แพทย์มักซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจระดับฮอร์โมน และประเมินความเสี่ยง เช่น ประวัติมะเร็งเต้านม ลิ่มเลือด และโรคหัวใจ เพื่อดูว่าคุณเหมาะกับฮอร์โมนทดแทนหรือควรใช้แนวทางอื่น

เริ่มฮอร์โมนทดแทนช้าเกินไปได้ไหม มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือเปล่า?

+
มีช่วงที่ได้ประโยชน์สูงสุด แนวปฏิบัติของสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริกาเหนือ (NAMS) ปี 2022 สรุปว่าถ้าเริ่มตอนอายุน้อยกว่า 60 ปี หรือหมดประจำเดือนมาไม่เกิน 10 ปี และไม่มีข้อห้าม ประโยชน์จะมากกว่าความเสี่ยง แต่ถ้าเริ่มหลังอายุ 60 ปี หรือหลังหมดประจำเดือนเกิน 10 ปี ความเสี่ยงต่อหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น ช่วง 10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือนจึงเป็นช่วงที่คุ้มค่าที่สุด

ฮอร์โมนทดแทนต้องหยุดใช้เมื่อครบ 5 ปีไหม?

+
ไม่มีแนวปฏิบัติฉบับใดกำหนดเพดานเวลาตายตัวว่าต้องหยุดฮอร์โมนทดแทนเมื่อครบ 5 ปี ทั้งแนวปฏิบัติของสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 และของสมาคมวัยหมดประจำเดือนระหว่างประเทศ (IMS) ให้ใช้ต่อได้ตามความจำเป็น โดยปรับชนิดและขนาดยาให้เหมาะสม แล้วทบทวนประโยชน์กับความเสี่ยงร่วมกับแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

สรุป

การให้ฮอร์โมนทดแทนคือการเติมฮอร์โมนเพศหญิงที่ขาดหายไปในวัยทองกลับเข้าไป เพื่อบรรเทาอาการร้อนวูบ นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง และดูแลกระดูกในระยะยาว ส่วนความกังวลเรื่องมะเร็งนั้น หลักฐานรุ่นใหม่ช่วยให้เราเข้าใจว่าความเสี่ยงมีจริงแต่เล็ก และขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ ใช้ตอนไหน และใช้แบบไหน สิ่งที่หมออยากให้จำคือ ฮอร์โมนทดแทนไม่ใช่ทั้งยาวิเศษและไม่ใช่ยาอันตราย แต่เป็นเครื่องมือที่ดีเมื่อใช้ให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน

หากคุณอายุ 40 ขึ้นไปและเริ่มมีอาการวัยทองที่รบกวนชีวิต หรือกำลังลังเลว่าฮอร์โมนทดแทนเหมาะกับตัวเองไหม หมออยากชวนให้มาตรวจฮอร์โมนและพูดคุยกันก่อน เพื่อวางแผนดูแลที่ตรงกับร่างกายคุณจริง ๆ ที่ Dr.May Clinic หมอยินดีดูแลและอธิบายทุกทางเลือกกับคุณอย่างตรงไปตรงมาเหมือนคนในครอบครัวค่ะ

แหล่งอ้างอิงและแนวปฏิบัติทางคลินิก

  1. Rossouw JE และคณะ (2002). Risks and benefits of estrogen plus progestin in healthy postmenopausal women: principal results from the Women's Health Initiative randomized controlled trial. JAMA. PubMed: 12117397
  2. Anderson GL และคณะ (2004). Effects of conjugated equine estrogen in postmenopausal women with hysterectomy: the Women's Health Initiative randomized controlled trial. JAMA. PubMed: 15082697
  3. Manson JE และคณะ (2017). Menopausal Hormone Therapy and Long-term All-Cause and Cause-Specific Mortality: The Women's Health Initiative Randomized Trials. JAMA. PubMed: 28898378
  4. The North American Menopause Society (2022). The 2022 hormone therapy position statement of The North American Menopause Society. Menopause. PubMed: 35797481
  5. Hodis HN และคณะ (2016). Vascular Effects of Early versus Late Postmenopausal Treatment with Estradiol (ELITE). N Engl J Med. PubMed: 27028912
  6. Marjoribanks J และคณะ (2017). Long-term hormone therapy for perimenopausal and postmenopausal women. Cochrane Database Syst Rev. PubMed: 28093732
  7. Boardman HM และคณะ (2015). Hormone therapy for preventing cardiovascular disease in post-menopausal women. Cochrane Database Syst Rev. PubMed: 25754617
  8. Avis NE และคณะ (2015). Duration of Menopausal Vasomotor Symptoms Over the Menopause Transition (SWAN). JAMA Intern Med. PubMed: 25686030
  9. The North American Menopause Society (2020). The 2020 genitourinary syndrome of menopause position statement of The North American Menopause Society. Menopause. PubMed: 32852449
  10. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Menopause: identification and management. NICE guideline NG23. ปรับปรุงพฤศจิกายน 2024 — nice.org.uk/guidance/ng23
  11. Chaikittisilpa S, Orprayoon N, Vallibhakara O, et al. Summary of the 2023 Thai Menopause Society Clinical Practice Guideline on Menopausal Hormone Therapy. J Menopausal Med. 2024;30(1):24-36. PMID: 38714491 — pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38714491
  12. Baber RJ, Panay N, Fenton A; IMS Writing Group. 2016 IMS Recommendations on women’s midlife health and menopause hormone therapy. Climacteric. 2016;19(2):109-150. PMID: 26872610 — pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26872610

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาแทนการพบแพทย์ การใช้ฮอร์โมนทดแทนต้องอยู่ภายใต้การประเมินและดูแลของแพทย์ หากมีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับคุณ

อยากรู้ให้ชัดว่าอาการของคุณเกี่ยวกับฮอร์โมนแค่ไหน?

โปรแกรม Hormone Balance Check ตรวจเลือดฮอร์โมน 5 รายการ + InBody + ปรึกษาแพทย์ 1-on-1 เต็ม 45 นาที พร้อมรายงานและแผนดูแล 30 วันแรก

ดูรายละเอียดโปรแกรม →
พญ.
เกี่ยวกับผู้เขียน
พญ.เมชฌวิกาศ์ อารยางกูร (หมอเมย์)
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ว.58272
  • แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
  • American Board of Anti-Aging / Regenerative Medicine (ABAARM)
  • Board Certified in Nutritional Wellness (CNW)
  • ผ่านการอบรมการใช้ฮอร์โมนทดแทนชนิดธรรมชาติ (BHRT)

หมอเมย์ดูแลผู้หญิงวัย 40+ ที่มีปัญหาฮอร์โมนและอาการวัยทองโดยเฉพาะ เน้นการตรวจฮอร์โมนเพื่อเข้าใจร่างกายและวางแผนดูแลแบบเฉพาะบุคคล

ตรวจทานโดยผู้เขียน · ปรับปรุงล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2569

Dr.May Clinic (ดอกเตอร์เมย์คลินิกเวชกรรม) · ต.บางรักน้อย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี · เปิดทุกวันเว้นวันอังคาร 10:00–18:00 · บริการ: ตรวจฮอร์โมนวัยทอง (Hormone Balance Check) และ รักษาวัยทอง (Hormone Balance Program)

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาแทนการพบแพทย์ · หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเฉพาะบุคคล
พญ. เมชฌวิกาศ์ อารยางกูร (หมอเมย์)

ผู้เขียนบทความ

พญ. เมชฌวิกาศ์ อารยางกูร (หมอเมย์)

แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (ABAARM) ดูแลสมดุลฮอร์โมนวัยทองสำหรับผู้หญิง 40+ · เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ว.58272

ดูโปรไฟล์และบทความทั้งหมดของหมอเมย์ →
Scroll to Top
© 2026 คลินิกหมอเมย์ · Dr.May Clinic นนทบุรี นโยบายความเป็นส่วนตัว ติดต่อเรา